“โอวาทของหลวงพ่อวัดท่าซุงเรื่องการทรงความดี”

“โอวาทของหลวงพ่อวัดท่าซุงเรื่องการทรงความดี”


“กำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านที่ทรงตัวตามปกติ ควรจะเป็นกำลังใจของพระโสดาบัน เพราะว่าถ้าบุคคลเราเป็นพระโสดาบันไม่ได้ ถือว่าเสียชาติเกิด ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะพระโสดาบันนี่ ถ้าหากว่าเรายังไปนิพพานไม่ได้ การจะตายจากเทวดาหรือพรหม การมาเกิดอย่างต่ำก็แค่มนุษย์ไม่ลงอบายภูมิ คนเราที่จะมาเกิดมานั่งอยู่ได้ในเวลานี้ เพราะอาศัยความดี ๓ ประการ คือ
.การที่จะมีร่างกายเป็นคน มีร่างกายครบ ๓๒ ประการ เพราะมีศีล ๕ บริสุทธิ์มาในชาติก่อน lottoonline.xxx
..การที่จะมีผ้าผ่อนท่อนสไบ มีอาหารการกิน เพราะการบริจาคทานมาในชาติก่อน
..ที่จะมีปัญญามานั่งฟังเทศน์ ฟังธรรม เพราะอาศัยการศึกษาธรรม
..รวมความว่า เราดีมาแล้วในอดีต แล้วจะมาปล่อยให้ความดีสลายตัวไป ตายแล้วลงนรกก็ถือว่าเลวเกินไป ควรทำกำลังใจให้บริสุทธิ์ ก้าวเข้าไปหานิพพาน
..ฉะนั้น ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ยามปกติควรกำหนดใจไว้ในขั้นพระโสดาบัน คือ
..๑. มีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์จริง แล้วก็
..๒. ทรงศีล ๕ บริสุทธิ์จริง ศีล ๕ นี่ต้องทรงจริงด้วยนะ คือไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง ไม่ยุชาวบ้านให้เขาทำลายศีล และไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว
…และประการที่ ๓ ต้องการนิพพานเป็นจุดเดียวเป็นที่ไป คือที่ไหนเราจะไม่ยอมไป เราต้องการไปพระนิพพาน นี่เป็นยามปกติ..”
“..การปฏิบัติเพื่อเอาดีจริงๆ การเริ่มต้นของการปฏิบัติ นอกจากศีลบริสุทธิ์แล้ว ก่อนที่จะภาวนา ให้ใช้ปัญญาพิจารณาความเป็นจริงของร่างกายเสียก่อน คิดว่าการเกิดของเราแต่ละชาติเป็นทุกข์ เรื่องทุกข์นี่ให้มองดูกันเองนะ เพราะเห็นทุกข์กันอยู่ทุกวัน คนไม่เห็นทุกข์นั่นหมายถึงว่า ตั้งหน้าตั้งตาลงนรก ไอ้ทุกข์มันมีอยู่กับตัว
..ทุกข์มันมีกับคนอื่นที่เรามองเห็น แต่ว่าเราไม่เห็น ไม่เห็นแล้วไปไหน ก็ไปนรกน่ะสิ เพราะจิตมันไม่ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง เราต้องมองเห็นและพิจารณาว่า การเกิดนี่มันเป็นทุกข์ แก่ก็เป็นทุกข์ ป่วยไข้ไม่สบายก็ทุกข์ พลัดพรากจากของรักของชอบใจก็เป็นทุกข์ ตายก็ทุกข์…”
“..เวลานี้เราพบพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าคือคำสอน องค์สมเด็จพระชินวรก็ไปนิพพาน พระอรหันต์ทั้งหลายไปนิพพานนับไม่ถ้วน ก็เคยปฏิบัติอย่างนี้
..ฉะนั้น นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
..เราจะไม่มีความอาลัยในชีวิตและร่างกายของเรา
..เราจะไม่สนใจในร่างกายของบุคคลอื่น
..เราจะไม่สนใจในวัตถุธาตุใดๆ
..เราจะทำจิตของเราให้ผ่องใส มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ถ้าบังเอิญมันจะตาย ในขณะที่เรานั่งนี่ก็เชิญ ร่างกายตายแต่ใจเราไปพระนิพพาน ตัดสินใจอย่างนี้ไว้ก่อน หลังจากนั้นก็ภาวนา..”
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
วัดจันทาราม(ท่าซุง)อุทัยธานี
กราบขอบพระคุณที่มา หนังสือ..โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๒ หน้า ๙๗ – ๙๘ และ ๑๐๐ – ๑๐๑., โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี..รวบรวมจัดพิมพ์โดยคณะของ ศ.ดร. ปริญญา นุตาลัย.
๛’อนุสติของพระโสดาบันโดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน”

“การที่จะเป็นพระโสดาบันมีกฎบังคับว่า ถ้าอารมณ์จิตต่ำกว่าปฐมฌานจะเป็นพระโสดาบันไม่ได้ หรือว่าจะเป็นพระอริยเจ้าไม่ได้ อย่างเลวที่สุดจิตต้องทรงอยู่ใน ปฐมฌาน เป็นปกติ และอย่างดีที่สุดจิตก็จะทรงอยู่ในฌาน ๔ เป็นปกติ แต่ ฌาน ๔ นี่ปกติไม่ได้ ปกตินี่ หมายความว่า ถึงเวลาที่เราจะใช้ในยามปกติธรรมดาเราพูด เราคุย เราทำงาน จิตต้องอยู่ใน ปฐมฌาน เป็นปกติ
.แล้วอารมณ์ ปฐมฌาน เป็นอย่างไร อารมณ์ ปฐมฌาน ก็คือว่า เมื่อกิจการงานอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นสำหรับเรา อารมณ์นี้จะคุมอยู่ใน อนุสสติ ทั้งหกตลอดเวลา
..เราจะไม่ลืมพระพุทธเจ้า
..เราจะไม่ลืม พระธรรม
..เราจะไม่ลืมพระสงฆ์
..เราจะไม่ลืมศีล
..เราจะไม่ลืมพระนิพพาน
..เราจะไม่ลืมนึกถึงความตาย
.นี่ถ้าทุกคนมีอารมณ์อย่างนี้ มันจะมีบ้างไหมที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่น จะไปยุ่งกับจริยาของบุคคลอื่น จะไปยุ่งกับอาการของบุคคลอื่น จะไปติโน่นติงนี่ ว่าคนนั้น ด่าคนนี้ เสียดสีคนโน้น เสียดสีคนนี้ มันจะมีไหม แล้วมีการทะนงตน มันจะมีไหม ไม่มีสำหรับคนดีประเภทนี้..”
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
วัดจันทาราม(ท่าซุง)อุทัยธานี
กราบขอบพระคุณที่มาจาก…หนังสือโอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๑ หน้า ๑๐๙ รวบรวมจัดพิมพ์โดยคณะของ ศ.ดร.ปริญญา นุตาลัย. ลิขสิทธิ์ของวัดท่าซุง. ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี